บทกลอนสุนทรภู่จากเรื่อง “พระอภัยมณี”
“แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์
มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด
ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด
ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน”

กลอนนี้สอนว่า : อย่าไว้ใจใครง่ายๆ เพราะจิตใจของคนนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
วันนี้คิดดี ปฏิบัติดี พรุ่งนี้อาจกลายเป็นตรงกันข้าม ดังนั้นจึงไม่ควรประมาท

คุณวิเศษแห่งความเป็นกวีของสุนทรภู่จึงอยู่ในระดับกวีเอกของชาติ อีกทั้งยังได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็น "บุคคลสำคัญของโลก"

ที่มีผลงานโดดเด่นด้านวรรณกรรม เป็นบุคคลสำคัญของโลกทางด้านวรรณกรรม นับเป็นชาวไทยคนที่ 5 และเป็นสามัญชนชาวไทยคนแรกที่ได้รับเกียรตินี้ ในปีนั้น

คุณวิเศษแห่งความเป็นกวีของสุนทรภู่จึงอยู่ในระดับกวีเอกของชาติ ศ.เจือ สตะเวทิน เอ่ยถึงสุนทรภู่โดยเปรียบเทียบกับกวีเอกของประเทศต่าง ๆ ว่า
"สุนทรภู่มีศิลปะไม่แพ้ลามาตีน ฮูโก หรือบัลซัคแห่งฝรั่งเศส...

มีจิตใจและวิญญาณสูง อาจจะเท่าเฮเนเลนอ แห่งเยอรมนี หรือลิโอปารดี และมันโซนีแห่งอิตาลี"
งานวิจัยทุนฟุลไบรท์-เฮย์ส ของคาเรน แอนน์ แฮมิลตัน ได้เปรียบเทียบสุนทรภู่เสมือนหนึ่งเชกสเปียร์หรือชอเซอร์แห่งวงการวรรณกรรมไทย สุนทรภู่จึงได้รับยกย่องว่าเป็น "เชกสเปียร์แห่งประเทศไทย"
สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์จึงได้จัดพิมพ์เผยแพร่หนังสือ "อนุสรณ์สุนทรภู่ 200 ปี"

และมีการจัดตั้งสถาบันสุนทรภู่ขึ้นเพื่อส่งเสริมกิจกรรมเกี่ยวกับการเผยแพร่ชีวิตและผลงานของสุนทรภู่ให้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะนิทานเรื่องพระอภัยมณี และบทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ที่คนไทยรู้จักกันดี
มีอีกฉายาว่า "กวี 4 แผ่นดิน"สุนทรภู่ เกิดในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1)
สุนทรภู่ เริ่มเข้ารับราชการในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2)
สุนทรภู่ ออกบวข ในสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3)
หลังสึก สุนทรภู่ ได้เลื่อนตำแหน่งเป็น "พระสุนทรโวหาร" ซึ่งเป็นตำแหน่งสุดท้ายก่อนเสียชีวิตในวัย 69 ปี ซึ่งตรงกับในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4)
ผลงานนิราศของสุนทรภู่ 9 เรื่อง
สุนทรภู่ได้ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่เมืองแกลง ซึ่งเป็นบ้านเกิดของบิดา นิราศเมืองแกลงเป็นเสมือนบันทึกการเดินทางที่บอกเล่าถึงสภาพภูมิประเทศ ผู้คน และวิถีชีวิตในสมัยนั้นได้อย่างน่าสนใจ
บอกเล่าถึงสภาพภูมิประเทศ ผู้คน และวิถีชีวิตในสมัยนั้นได้อย่างน่าสนใจ จังหวัดระยองได้จัดทำ “หมุดกวี” จำนวน 28 จุด ตามสถานที่ต่างๆ ที่สุนทรภู่กล่าวถึงในนิราศ และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวรรณกรรมในจังหวัดระยอง
วรรคทองนิราศเมืองแกลง “ถึงทุกข์ใครในโลกที่โศกเศร้า ไม่เหมือนเราภุมรินถวิลหา จะพลัดพรากจากกันไม่ทันลา ใช้แต่ตาต่างถ้อยสุนทรวอน”
*****************************************
นิราศพระบาท (พ.ศ. 2350) นิราศพระบาท เป็นบันทึกการเดินทางจริง ขณะที่สุนทรภู่ตามเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ไปนมัสการรอยพระพุทธบาท ณ วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร จังหวัดสระบุรี ในปี พ.ศ. 2350
นิราศพระบาทยังมีคุณค่าในแง่ของการบันทึกประวัติศาสตร์และสังคมในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ผ่านการพรรณนาถึงวิถีชีวิตของผู้คน การแต่งกายของชาววังและชาวบ้าน ตลอดจนงานเทศกาลสำคัญอย่างงานนมัสการรอยพระพุทธบาท
วรรคทองนิราศพระบาท “เจ้าของตาลรักหวานขึ้นปีนต้น ระวังตนตีนมือระมัดมั่น เหมือนคบคนคำหวานรำคาญครัน ถ้าพลังพลันเจ็บอกเหมือนตกตาล”
*****************************************
นิราศภูเขาทอง (ประมาณ พ.ศ. 2371) นิราศภูเขาทอง แต่งขึ้นในปี 2371 ช่วงที่สุนทรภู่บวชเป็นพระภิกษุ และออกเดินทางไปนมัสการพระเจดีย์ภูเขาทอง ณ กรุงเก่า (จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในปัจจุบัน)
ด้วยสำนวนภาษาที่สละสลวย และการใช้กลอนนิราศที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้นิราศภูเขาทองเป็นวรรณกรรมที่ทรงคุณค่า ทั้งในแง่ของการถ่ายทอดความรู้สึก ความจงรักภักดี และการบันทึกประวัติศาสตร์และสังคมไทยในยุคต้นรัตนโกสินทร์
วรรคทองนิราศภูเขาทอง “ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์ มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา”
*****************************************
นิราศสุพรรณ แต่ปี 2374 เป็นผลงานที่โดดเด่นและแตกต่างจากนิราศเรื่องอื่นๆ ของสุนทรภู่ เนื่องจากเป็นนิราศเพียงเรื่องเดียวที่ท่านเลือกใช้ฉันทลักษณ์โคลงสี่สุภาพในการประพันธ์ บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางของสุนทรภู่ที่ออกตามหายาอายุวัฒนะที่เมืองสุพรรณบุรี
ตอนท้ายของนิราศได้สรุปบทเรียนจากการเดินทางครั้งนี้ว่า ยาอายุวัฒนะนั้นไม่มีอยู่จริง และการแสวงหามันเป็นเพียงความหลงผิด สิ่งที่สำคัญกว่าคือการใช้ชีวิตอย่างมีสติ ไม่หลงใหลไปกับสิ่งลวงตา
นิราศสุพรรณ จึงเป็นมากกว่าบันทึกการเดินทาง เป็นเครื่องเตือนใจให้เรามองโลกอย่างมีเหตุผล และใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท

วรรคทองนิราศสุพรรณ “หวังไว้ให้ลูกเต้า เหล่าหลาน รู้เรื่องเปลืองป่วยการ เกิดร้อน อายุวัฒนะขนาน นี้พ่อ ขอเอย แร่ปรอทยอดยากข้อน คิดไว้ให้จำฯ”
*****************************************
นิราศวัดเจ้าฟ้า (ประมาณ พ.ศ. 2375) เนื้อเรื่องกล่าวว่า เณรหนูพัด (บุตรคนโตของสุนทรภู่) เป็นผู้แต่ง แต่เชื่อกันว่าที่จริงแต่งโดยสุนทรภู่
เนื่องจากขณะนั้นสุนทรภู่อยู่ในสมณเพศ จึงต้องระมัดระวังตัว การแต่งกาพย์กลอนในสมณเพศอาจไม่เหมาะ เส้นการเดินทางตามบทนิราศเมื่อไปถึงอยุธยา
สุนทรภู่และคณะแวะนมัสการหลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง แล้วเลยไปวัดใหญ่ชัยมงคล เพื่อค้นหาพระปรอท ก่อนจะออกเดินเท้าไปยังวัดเจ้าฟ้าอากาศนาถนรินทร์
วรรคทองนิราศวัดเจ้าฟ้า “เขาย่อมเปรียบเทียบความว่ายามรัก แต่น้ำผักต้มขมชมว่าหวาน ครั้นรักจางห่างเหินไปเนิ่นนาน แต่น้ำตาลก็ว่าเปรี้ยวไม่เหลียวแล”
*****************************************
นิราศอิเหนา สันนิษฐานจากสำนวนกลอนคาดว่าน่าจะประพันธ์ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3
เมื่อครั้งที่สุนทรภู่อยู่ในอุปการะของพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ จึงน่าจะแต่งถวาย
เนื้อหาของกลอนนิราศนำมาจากส่วนหนึ่งของวรรณคดีเรื่อง อิเหนา
วรรคทองนิราศอิเหนา “จะหักิ่นขืนใจก็จักได้ หักอาลัยนี้ไม่หลุดสุดจะหัก สารพัดตัดขาดประหลาดนัก แต่ตัดรักนี้ไม่ขาดประหลาดใจ”
*****************************************
รำพันพิลาป (พ.ศ. 2385) สุนทรภู่ได้ประพันธ์รำพันพิลาปขึ้นในปี พ.ศ. 2385 ขณะที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดาราม
โดยมีแรงบันดาลใจจากฝันร้ายที่ทำให้ท่านรู้สึกถึงความไม่แน่นอนของชีวิต ในชีวิตของท่าน ตั้งแต่วัยเด็ก การเข้ารับราชการ การถูกจำคุก ความรัก ความผิดหวัง ไปจนถึงความรู้สึกในบั้นปลายชีวิต
รำพันพิลาปยังเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ที่บอกเล่าเรื่องราวของสังคมและวัฒนธรรมในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นได้เป็นอย่างดี
วรรคทองรำพันพิลาป “เหมือนบายศรีมีงานท่านถนอม เจิมแป้งหอม้ำมันจันทน์ให้หรรษา พอเสร็จงานท่านเอาลงทิ้งคงคา ต้องลอยมาลอยไปเป็นใบตอง”
*****************************************
นิราศพระประธม (พ.ศ. 2385)
นิราศพระประธม แต่งขึ้นหลังจากท่านลาสิกขาบทแล้วในช่วงบั้นปลายชีวิตของท่าน (พ.ศ. 2385)
สันนิษฐานว่าแต่งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยมีจุดมุ่งหมายในการเดินทางไปนมัสการพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม พร้อมกับบุตรชายสองคน คือ ตาบ และ นิล
วรรคทองนิราศพระประธม “อันน้ำใจคนเหมือนต้นอ้อย ข้างปลายกร่อยชืดชิดไม่อิ่มหนำ ต้องหับหีบหนีบแตกให้แลกลำ นั้นแหละน้ำจึงหวานเพราะจานเจือ”
*****************************************
นิราศเมืองเพชร (พ.ศ. 2388)
เป็นนิราศเรื่องสุดท้ายที่สุนทรภู่แต่ง เชื่อกันว่าแต่งขึ้นในช่วงที่ท่านกลับเข้ารับราชการในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จเจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ประมาณปี พ.ศ. 2388
สุนทรภู่ได้พรรณนาถึงสถานที่ต่างๆ ที่ท่านผ่าน ทั้งแม่น้ำ ลำคลอง วัดวาอาราม และบ้านเรือนของผู้คน พร้อมกับบรรยายถึงธรรมชาติอันงดงาม
และวิถีชีวิตของชาวเมืองเพชรบุรีในสมัยนั้นได้อย่างละเอียดและมีชีวิตชีวา
วรรคทองนิราศเมืองเพชร “ถึงย่านซื่อสมชื่อด้วยซื่อสุด ใจมนุษย์เหมือนกระนี้แล้วดีเหลือ เป็นป่าปรงพงพุ่มดูครุมเครือ เหมือนซุ้มเสือซ่อนร้ายไว้ภายใน”
*****************************************
สุภาษิต หมายถึง ข้อความสั้นๆกะทัดรัด แต่มีความหมายชัดเจนลึกซึ้งถ้อยคำที่กล่าวเป็นทำนองให้ข้อคิด มีคติสอนใจ มีจุดมุ่งหมายเพื่อการสั่งสอน เตือนสติให้ได้คิด ให้กระทำความดีและละเว้นความชั่ว
กลอนเสภา เป็นคำประพันธ์ชนิดหนึ่งซึ่งแต่งเพื่อใช้ขับ เพราะใช้เป็นกลอนขับจึงกำหนดคำไม่แน่นอน มุ่งการขับเสภาเป็นสำคัญ จึงใช้คำ ๗ คำ ถึง ๙ คำ การส่งสัมผัสนอกเหมือนกับกลอนสุภาพ แต่ไม่บังคับหรือห้ามเสียงสูง ต่ำ ตามจำนวนคำแต่ละวรรค อยู่ในเกณฑ์กลอน ๗-๙ เช่น เสภาขุนช้างขุนแผน
เสภาขับ นั้นเริ่มต้นจากมีการเล่านิทาน เป็นเรื่องราวต่างๆ แต่ในภายหลังมีการใส่ทำนอง การขับลำนำเป็น เรื่องราว มีการเปล่งเสียงเป็นทำนองมีทั้งเสียงสูง ขับไปในการเล่านิทานให้เกิดความสนุกสนานได้
กลอนขับร้อง ก็คือ กลอนสุภาพนั่นเอง แต่แต่งขึ้น สำหรับใช้ ขับรัอง หรือร้องส่ง เข้ากับ เครื่องดนตรี ปี่พาทย์ มีชื่อ และทำนองต่างๆ เช่น สมิงทอง, สามไม้, ปีนตลิ่ง, ชมตลาด, ลีลากระทุ่ม, เชิตนอก, นาคเกี้ยว, เทพทอง, พม่าเห่, เขมรไทรโยค เป็นต้น
*****************************************
ผลงานนิทานของสุนทรภู่ 5 เรื่อง ดังนี้
โคบุตร เป็นนิทานกลอนเรื่องแรกของสุนทรภู่ แต่งขึ้นเพื่อถวายเจ้านายในพระราชวังหลังพระองค์หนึ่ง
เป็นเรื่องเกี่ยวกับ โคบุตรซึ่งเป็นลูกของพระอาทิตย์และนางอัปสร โดยฝากเลี้ยงไว้กับพญาราชสีห์ และนางไกรสร เมื่อเจริญชันษาโคบุตรซึ่งได้รับของวิเศษจากพระอาทิตย์ คือ แหวน และสังวาล
และได้รับมอบใบยาวิเศษที่สามารถชุบชีวิตคนตายให้มีชีวิตได้จากราชสีห์ ต่อจากนั้นจึงเป็นเรื่องราวการผจญภัยของโคบุตร
เรื่อง พระอภัยมณี เป็นผลงานกลอนนิทานที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุดเรื่องหนึ่งในกระบวนวรรณคดีไทย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ไว้ในเกียรติคุณของสุนทรภู่ว่า
หากให้เลือกกวีไทยที่วิเศษสุดเพียง 5 คน สุนทรภู่จะต้องเป็นหนึ่งในห้าคนนั้น และ "ในบรรดาหนังสือบทกลอนที่สุนทรภู่ได้แต่งไว้ ถ้าจะลองให้ผู้อ่านชี้ขาดว่าเรื่องไหนดีกว่าเพื่อน ก็น่าจะยุติต้องกันโดยมากว่า เรื่องพระอภัยมณีเป็นดีที่สุด เพราะเป็นหนังสือเรื่องยาวแต่งดีทั้งกลอนทั้งความคิดที่ผูกเรื่อง"
กลอนนิทานเรื่องนี้ยังได้รับยกย่องจาก วรรณคดีสโมสร ในสมัยรัชกาลที่ 6 ให้เป็นยอดของวรรณคดีประเภทนิทานคำกลอนอีกด้วย
พระไชยสุริยา กาพย์พระไชยสุริยา สอนเรื่องเกี่ยวกับคุณธรรมมากมาย
เรื่องที่โดดเด่นคือต้นเหตุของการเกิดภัยพิบัติที่มาจากจริยธรรมเสื่อมถอยของข้าราชการที่รังแกประชาชนและทุจริต จริยธรรมเสื่อมถอยในหมู่สงฆ์ หรือแม้แต่พฤติกรรมของประชาชนที่ไร้ศีลธรรมขึ้นทุกวัน
พฤติกรรมของผู้คนในเมืองสาวัตถีที่ปรากฏในกาพย์พระไชยสุริยาเป็นเหตุให้เกิดน้ำท่วมเมือง
ทำให้เห็นว่าถ้าคนในสังคม ไม่ว่าจะอยู่ฐานะอะไรแต่หากเป็นคนชั่ว ไม่อยู่ในศีลธรรมก็จะนำบ้านเมืองไปสู่ความพินาศ
ลักษณวงศ์ ท้าวพรหมทัต มีมเหสี ชื่อ สุวรรณอำภา และมีพระราชโอรส ชื่อ ลักษณวงศ์ ทรงพามเหสีพร้อมด้วยพระราชโอรสเสด็จประพาสป่า
ได้พบนางยักษ์แปลงเป็นสาวสวยทำเล่ห์กลจนท้าวพรหมทัตลุ่มหลง ต่อมาจึงสั่ง ประหาร มเหสี และพระโอรส แต่เพชฌฆาตสงสารจึงปล่อยไป
นางสุวรรณอำภาถูกพระยายักษ์พาตัวไป ฤๅษีนำลักษณวงศ์ไปเลี้ยงคู่กับนางทิพย์เกสร เมื่อโตขึ้นเรียนวิชาจนสำเร็จและได้นางทิพย์เกสรเป็นชายา
สิงหไกรภพ เนื้อเรื่องของสิงหไกรภพ เกี่ยวกับตัวละครเอก ชื่อ สิงหไกรภพ ที่พลัดบ้านเมืองแต่เล็ก ถูกลักพาตัวไปและเลี้ยงดูเติบโตขึ้นมาในบ้านพราหมณ์จินดา สิงหไกรภพเรียกพราหมณ์ว่าพี่ชาย
เนื้อเรื่องส่วนใหญ่เป็นการผจญภัยของสองพี่น้องนี้ และมีมนตร์วิเศษน่าตื่นตาตื่นใจ เหมาะแก่การเป็นวรรณกรรมสำหรับเด็ก จึงเป็นกลอนนิทานที่ดัดแปลงเป็นละครหลายครั้งมักใช้ชื่อเรื่องว่า "สิงหไกรภพ"
ผลงานสุภาษิตของสุนทรภู่
3 เรื่อง
- สวัสดิรักษา
- เพลงยาวถวายโอวาท
- สุภาษิตสอนหญิง

ผลงานบทละครและบทเสภาของสุนทรภู่
3 เรื่อง
- บทละครอภัยนุราช
- บทเสภาขุนช้างขุนแผน ตอนกำเนิดพลายงาม
- บทเสภาพระราชพงศาวดาร
ผลงานบทเห่กล่อมพระบรรทมของสุนทรภู่
4 เรื่อง
- เห่เรื่องพระอภัยมณี
- เห่เรื่องโคบุตร
- เห่เรื่องจับระบำ
- เห่เรื่องกากี
ในช่วงบั้นปลายชีวิต
สุนทรภู่ได้รับราชการต่ออีก 4 ปี และถึงแก่มรณกรรมใน พ.ศ. 2398 รวมอายุได้ 69
ปี ความสำคัญของวันสุนทรภู่
2565 มีขึ้นเพื่อรำลึกถึง "สุนทรภู่"
ผู้เป็นกวีเอกและบุคคลสำคัญของโลก
อีกทั้งยังเป็นการศึกษาชีวิตและผลงานด้านวรรณกรรมอันทรงคุณค่า นอกจากนี้
หน่วยงานรัฐ เอกชน และสถานศึกษาหลายแห่งก็มักจะจัดงานนิทรรศการวันสุนทรภู่
รวมทั้งประกวดแต่งคำกลอน แต่งนิทาน ฯลฯ
เพื่อส่งเสริมการใช้ภาษาไทยและอนุรักษ์มรดกทางวรรณกรรมของไทยสืบไป
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น