พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ( รัชกาลที่ 2 ) พระราชประวัติเกี่ยวกับ เพลง สรรเสริญพระบารมี

 

พระบาทสมเด็จพระบรมราชพงษเชษฐมเหศวรสุนทร พระพุทธเลิศหล้านภาลัย (24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2311 – 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367; ครองราชย์ 8 กันยายน พ.ศ. 2352 – 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367)


เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 4 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และเป็นกษัตริย์รัชกาลที่ 2 ของสยามในสมัยราชวงศ์จักรี


ปกครองระหว่าง พ.ศ. 2352 ถึง พ.ศ. 2367 ในปี พ.ศ. 2352 เจ้าฟ้าฉิมหรือกรมหลวงอิศรสุนทรพระราชโอรสองค์โตสืบราชบัลลังก์ต่อจากรัชกาลที่ 1

 พระราชบิดาผู้สถาปนาราชวงศ์จักรีเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

รัชสมัยของพระองค์สงบสุข ปราศจากความขัดแย้ง และเป็น "ยุคทองของวรรณคดี" เนื่องจากพระองค์ทรงอุปถัมภ์กวีหลายคนในราชสำนัก 

และพระองค์เองก็มีชื่อเสียงในฐานะกวีและศิลปิน กวีที่โดดเด่นที่สุดในราชสำนักคือ"สุนทรภู่"

 

พระราชกรณียกิจที่สําคัญของพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมีอะไรบ้าง

พระราชกรณียกิจโดยย่อ ปีวอก บูรณะและปฏิสังขรณ์ วัดอรุณราชวราราม วัดสุทัศน์เทพวราราม ฯลฯ ศิลปกรรมด้านต่าง ๆ - สร้างสวนขวา ขยายเขตพระบรมมหาราชวัง 


ทรงแกะหน้าหุ่นพระยารักใหญ่และพระยารักน้อย - ทรงปั้นหุ่นพระพักตร์พระพุทธรรมมิศรราช ประธานในพระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม

{ พระปรางค์ วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร } เป็นพระปรางค์สถาปัตยกรรมไทย ขนาดใหญ่ ประกอบด้วยปรางค์ประธานและปรางค์รองอีก 4 ปรางค์ 


ตัวพระปรางค์ปัจจุบันนี้มิใช่พระปรางค์เดิมที่สร้างขึ้นราวสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่มีความสูงเพียง 16 เมตร

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้ทรงมีพระราชดำริให้ดำเนินการสร้างต่อ โดยพระองค์เสด็จมาวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2385 จนแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2394 ใช้เวลารวมกว่า 9 ปี

พระปรางค์วัดอรุณฯ มีความสูงจากฐานถึงยอด 81.85 เมตร เป็นพระปรางค์ที่สูงที่สุดในประเทศไทยและของโลก พระปรางค์วัดอรุณยังเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทย

ทั้งการเป็นภาพตราสัญลักษณ์การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในสิบสถานที่ทางพุทธศาสนาที่มีชื่อเสียงที่สุด

พระอุโบสถ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 2 ซึ่งมีพระประธานนามว่า “ พระพุทธธรรมมิศรราช-โลกธาตุ ดิลก ” หล่อในรัชกาลที่ 2

กล่าวกันว่า “ พระพักตร์เป็นฝีพระหัตถ์รัชกาลที่ 2 ” 

เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 3 ศอกคืบ ประดิษฐานเหนือแท่นไพที บนฐานชุกชี

ด้านละครและฟ้อนรำ เครื่องดนตรีที่ทรงถนัดและโปรดปรานคือ ซอสามสาย ซึ่งซอคู่พระหัตถ์ที่สำคัญได้พระราชทานนามว่า "ซอสายฟ้าฟาด"

" และเพลงพระราชนิพนธ์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีคือ "เพลงบุหลันลอยเลื่อน" หรือ "บุหลัน (เลื่อน) ลอยฟ้า"    โดยบรรเลงเป็นเพลงตับ


ประกอบด้วย เพลงสรรเสริญพระบารมี กินรีฟ้อน ศศิธรทรงกลด ใช้บรรเลงตอนรับเสด็จและส่งเสด็จ   


และเคยเรียกว่า "เพลงสรรเสริญพระจันทร์" เพราะเคยใช้เป็นเพลงสรรเสริญพระบารมีมาสมัยหนึ่ง   


ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการนำทำนองเพลง “บุหลันลอยเลื่อน”  ให้นายเฮวุดเซน ครูแตรทหารมหาดเล็กชาวฮอลันดา มาเรียบเรียงทำนองขึ้นใหม่ให้เป็นดนตรีตะวันตก 


และใช้เป็นเพลงสรรเสริญพระบารมีในระหว่างปี พ.ศ. 2414- พ.ศ. 2431 จากนั้นเพลง "สรรเสริญพระบารมี" ถูกนำมาเรียบเรียงใหม่อยู่หลายครั้ง

 

    แต่ครั้งที่สำคัญที่สุดคือฉบับของพระประดิษฐไพเราะ (มี ดุริยางกูร หรือครูมีแขก)  ที่ดัดแปลงจากทำนองของเพลง "สรรเสริญพระนารายณ์" ของเก่า 


ขณะที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงนิพนธ์คำร้องเพลง "สรรเสริญพระบารมี" ฉบับนั้น ถูกบรรเลงครั้งแรกที่ศาลายุทธนาธิการในปี พ.ศ. 2431 และเป็นฉบับเดียวกับที่ใช้ในปัจจุบัน 


จะมีการเปลี่ยนเนื้อร้องบ้างเล็กน้อยเมื่อถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ที่ทรงเปลี่ยนคำร้องในท่อนสุดท้ายจาก “ดุจถวายชัยฉะนี้” ให้เป็น “ดุจถวายชัยชโย” ทรงประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2456 และใช้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน 
          บทร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีที่ใช้ในปัจจุบัน เป็นบทพระนิพนธ์ในสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์แก้ไขเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ มีเนื้อเพลงดังนี้

“ข้าวรพุทธเจ้า เอามโนและศิระกราน 
นบพระภูมิบาล บุญดิเรก 
เอกบรมจักริน  พระสยามินทร์ พระยศยิ่งยง             
เย็นศิระเพราะพระบริบาล ผลพระคุณ ธ รักษา    
ปวงประชาเป็นสุขศานต์ ขอบันดาล
ธ ประสงค์ใด จงสฤษดิ์ดัง               
หวังวรหฤทัย ดุจถวายชัย ชโย”





ทั้งนี้เพลง “สรรเสริญพระบารมี” ยังถูกใช้เป็นเพลงชาติด้วยเช่นกัน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2431 
กระทั่งถึงช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 
  

แต่ยังคงใช้ในฐานะของเพลงถวายความเคารพแด่พระมหากษัตริย์  

โดยมีการปรับปรุงเรียบเรียงเสียงประสานเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย

เพลงสรรเสริญพระบารมี มิได้เป็น "เพลงสรรเสริญพระมหากษัตริย์ หรือ ประมุขของรัฐ" เท่านั้น 

แต่เป็นเพลงเกียรติยศของรัฐ 

มีความสำคัญเทียบเท่ากับเพลงชาติ โดยบางประเทศยังใช้เป็นเพลงเดียวกับเพลงชาติอีกด้วย 


และที่สำคัญการมีเพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงชาติเป็นของตนเอง


เป็นสัญลักษณ์แสดงถึง "เอกราชของชาติที่ไม่เคยตกเป็นอาณานิคมหรือเมืองขึ้นของชาติอื่น"



ความคิดเห็น