
ยามเยาว์เห็นโลกล้วน แสนสนุก
เป็นหนุ่มสาวก็หลงสุข ค่ำเช้า
กลางคนเริ่มเห็นทุกข์ สุขคู่กันนอ
ตกแก่จึ่งรู้เค้า ว่าล้วนอนิจจัง
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ๒๔๗๗
“สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ” ทรงเป็นคนไทยพระองค์แรกที่ “ยูเนสโก” (UNESCO) ประกาศยกย่องให้เป็น “บุคคลสำคัญของโลก”
และทรงเป็น “บิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย” เนื่องด้วยผลงานที่ท่านได้รังสรรค์ไว้ขณะยังมีพระชนม์ชีพอยู่นั้นได้ตกเป็นมรดกทางปัญญาของคนไทยมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ทั้งในส่วนของการศึกษา สาธารณสุข ประวัติศาสตร์ และโบราณคดี
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร (อ่านว่า พระ-องค์-เจ้า-ดิด-สะ-วอ-ระ-กุ-มาร) เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 57 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ชาววังโดยทั่วไป เรียกกันว่า “เสด็จพระองค์ดิศ”
Cr. ภาพมติชน
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสนพระทัยเกี่ยวกับวิชาการโบราณคดีมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทรงเริ่มศึกษาโบราณคดีและเริ่มสนพระทัยในเรื่องเครื่องรางของขลังตั้งแต่ทรงผนวชเป็นสามเณร
พระภารกิจทางโบราณคดีที่ทรงทำอย่างแท้จริงนั้น อยู่ในช่วงที่พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยระหว่าง พ.ศ. ๒๔๓๕ - ๒๔๕๘ ซึ่งต้องเสด็จทอดพระเนตรออกตรวจราชการตามหัวเมืองต่างๆ อยู่เป็นประจำ
ทำให้พระองค์ได้พบเห็นเมืองโบราณ และโบราณสถาน โบราณวัตถุที่ถูกทิ้งร้างซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก ด้วยพระทัยรัก ในงานโบราณคดี พระองค์จึงทรงบันทึกเรื่องราวต่างๆที่ได้พบเห็นไว้ แล้วนำมาศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม


จากที่กล่าวมาว่า สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จออกตรวจราชการ ทรงพบโบราณวัตถุจำนวนมากที่เป็นหลักฐานที่สำคัญต่อประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทย ถูกทิ้งอยู่ตามเมืองโบราณต่างๆ ทรงเก็บรวบรวมโบราณวัตถุเหล่านั้นมาเก็บรักษาไว้
โดยในขั้นแรกทรงให้เก็บรักษาไว้ ณ กระทรวงมหาดไทยก่อน และเมื่อทรงดำรงตำแหน่งนายกราชบัณฑิตยสภาก็ได้นำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานวังหน้า (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครในปัจจุบัน)
งานด้านการศึกษา พระองค์ทรงเริ่มงานจัดการศึกษาเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2425 โดยเปลี่ยน “โรงเรียนทหารมหาดเล็ก” เป็นโรงเรียนสำหรับพลเรือน “โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ”
และทรงก่อตั้ง “โรงเรียนฝึกหัดข้าราชการพลเรือน” ในปี 2442 ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนมหาดเล็ก” และ “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย
งานด้านสาธารณสุข ทรงมีพระดำริริเริ่มให้มี “โอสถศาลา” สำหรับรับหน้าที่ผลิตยาแจกจ่ายให้ราษฎรในตำบลห่างไกล ปัจจุบันคือ “สถานีอนามัย”
งานด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี ทรงเป็นผู้วางรากฐานกิจการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และหอสมุดแห่งชาติ พระองค์ท่านได้ทรงพระนิพนธ์หนังสือ ตำราต่าง ๆ ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี ไว้เป็นจำนวนมาก
ความสัมพันธ์ของ ร.๕ กับกรมพระยาดำรงฯ ในจำนวนเจ้านายแห่งราชวงศ์จักรีทั้งหมด ที่ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับเรื่องประวัติศาสตร์วรรณคดี โบราณคดี รัฐประศาสน์ด้วยกันแล้ว
เชื่อว่าทุกคนจะต้องรำลึกถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพก่อนผู้อื่น โดยที่พระองค์ทรงเป็นหลักสำคัญทั้งในวงงานราชการและศิลปวิทยาการของเมืองไทย
ตลอดพระชนมายุอันยืนยาวของพระองค์นั้น ได้ทรงค้นคว้าเพื่อประโยชน์ของอนุชนชั้นหลังอย่างกว้างขวาง ทรงทำประโยชน์อันใหญ่ยิ่งให้แก่ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ทรงมีพระอุตสาหวิริยภาพอย่างน่าพิศวง พระองค์ทรงเป็น อัจฉริยบุรุษ อันแท้จริง พระนามได้แผ่กว้างบันลือไปทั่วโลก
การเสด็จมณฑลอีสาน ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ค.ศ. 1907 ในเดือนธันวาคม ค.ศ.1906 สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระเจ้าน้องยาเธอในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยได้เสด็จตรวจเยี่ยมมณฑลอีสานต่างพระเนตรพระกรรณเป็นเวลานาน 3 เดือน
ได้มีการปรับปรุงถนนหนทาง มีการสร้างสะพาน ข้ามแม่น้ำข้ามห้วยเป็นการใหญ่เพื่อเตรียมรับเสด็จ ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1907 ได้เสด็จถึงนครพนมและแวะพักกับพระสังฆราชกืออ๊าส และบรรดามิชชันนารีที่สำนักมิสซังหนองแสง แสดงความอารีอารอบและพึงใจต่อกิจการของมิสซังที่ส่งเสริมการพัฒนาท้องถิ่นและประชาชน
พระองค์รู้สึกแปลกใจที่ได้พบแม่ชีฝรั่ง 4 รูป (เซอร์ 4 ท่าน) ที่หนองแสงและปรารภว่า “ที่กรุงเทพมีนางชีฝรั่งอยู่ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ที่เห็นนางชีต่างประเทศในถิ่นกันดาร ขาดแคลนความสะดวกเช่นนี้ เป็นเรื่องที่น่าพิศวงน่าชม พวกเขาต้องมีแก่ใจที่จะนำคุณงามความดีมาสู่ประชาชนอย่างแน่นอน ”
ระหว่างเส้นทางไปเมืองสกลนครผ่านบ้านท่าแร่ ได้หยุดแวะเยี่ยมมิชชันนารีที่บ้านพักพระสงฆ์เป็นเวลานาน รู้สึกพอพระทัยในคณะมิชชันนารีและบรรดาคริสตชน และได้ทรงถ่ายภาพวัดหลังใหม่ที่ท่าแร่ ทำให้เราได้เห็นถึงความสวยงามโอ่อ่าตระการตาของวัดหลังที่ 2 ที่เพิ่งสร้างเสร็จ
การเสด็จเยี่ยมครั้งนั้นเกิดผลให้บรรดาเจ้าหน้าที่ และประชาชนแถบนั้น เกิดความเข้าใจอันดีกับมิสซัง เพราะแม้แต่เชื้อพระวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ยังให้เกียรติแก่มิสซังเป็นอย่างดี
ในวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2455 คณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดให้ วันที่ 1 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของพระองค์เป็น “วันดำรงราชานุภาพ” เพื่อน้อมนำให้คนรุ่นหลังได้รำลึกถึงพระองค์ ผู้ทรงมีคุณูปการต่อแผ่นดินไทย ลักษณะงานอันเป็นภารกิจของกระทรวงมหาดไทยนั้น มีหลักฐานปรากฎในประวัติศาสตร์การปกครองของไทยมาตั้งแต่โบราณกาลแล้ว นับตั้งแต่กรุงสุโขทัยเป็นปฐมราชธานี เมื่อราว พ.ศ. ๑๘๐๐
มาจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาที่มีการจัดระเบียบการปกครองฝ่ายพลเรือนในรูป " จตุสดมภ์ " (เมือง วัง คลัง นา) โดยให้กรมเมือง มีหน้าที่ในการปกครองท้องที่ รักษาสันติสุข บังคับบัญชาบรรดาพลเรือน ตราบจนถึงรัชสมัยของ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถราว พ.ศ. ๒๐๐๖ ได้กำหนดให้มีกรมมหาดไทย ดูแลบริหารราชการฝ่ายพลเรือนสืบทอดมาจึนถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น
การก่อตั้งกระทรวงมหาดไทยเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๕ กล่าวได้ว่า เป็นการรวบรวมงานมหาดไทยมาอยู่ในที่เดียวกันอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเล่าไว้เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยว่า ในยุคสมัยนั้นระเบียบการปฏิบัติงานต่างๆ ขาดความชัดเจน
งานที่ปฏิบัติก็ยังเหลื่อมซ้อนกันกับหน่วยงานอื่นๆ รวมตลอดจนวิธีการปฏิบัติงานก็ล้าสมัย จนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้องทรงมีพระราชดำริเป็นยุติให้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ฟื้นราชการมหาดไทยทั้งกระทรวง เลยทีเดียว
กระทรวงของไทย มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบำบัดทุกข์บำรุงสุข การรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน การอำนวยความเป็นธรรมของสังคม การส่งเสริมและพัฒนาการเมืองการปกครอง การพัฒนาการบริหารราชการส่วนภูมิภาค การอาสารักษาดินแดน การปกครองท้องที่ การส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและพัฒนาชุมชน การทะเบียนราษฎร ความมั่นคงภายใน กิจการสาธารณภัย และการพัฒนาเมืองและราชการอื่นตามที่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยหรือส่วนราชการที่สังกัดกระทรวงมหาดไทย
หัวหน้ากระทรวงนั้น จะดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดย พระมหากษัตริย์ จะทรงโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผ่านคำแนะนำของ นายกรัฐมนตรี โดยมีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นหัวหน้าข้าราชการของกระทรวง
แนวคิดการทำงานของ ""กระทรวงมหาดไทย"" ที่มุ่งเน้นให้บ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข
โดยการทำนุบำรุงบ้านเมืองเสียแต่ยามปกติ ไม่ต้องรอให้เกิดปัญหาเสียก่อนจึงค่อยดำเนินการ
กระทรวงมหาดไทย น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘ในหลวง รัชกาลที่ 10’
พร้อมสานต่อพระราชปณิธานสืบสาน รักษา และต่อยอด
ผ่าน 7 โครงการตามรอยพระราชดำริ เพื่อปวงประชาราษฎร์ร่มเย็น
1.โครงการพัฒนาบึงสีไฟเฉลิมพระเกียรติ
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
2.โครงการแม่ข่าโมเดล
3.โครงการพัฒนาแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา
4.โครงการ 10 คลองสวย น้ำใส คนไทยมีสุข เฉลิมพระเกียรติฯ
5.โครงการครู ก-ข
6.กิจกรรมเดิน วิ่ง ปั่น ธงตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
7.โครงการจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ เฉลิมพระเกียรติ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล
""ทรงพระเจริญ""


































ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น