พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ( 20 กันยายน พ.ศ. 2396 – 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 ) เป็นพระมหากษัตริย์สยาม รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี ครองราชย์ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411 จนกระทั่งสวรรคตใน พ.ศ. 2453
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่สี่ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นพระองค์ที่หนึ่งในสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี
พระองค์ทรงเป็น 1 ใน 8 สมเด็จพระบูรพมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ในประเทศไทย ซึ่ง 7 กษัตริย์ไทย ผู้ทรงมีมหาราช ท้ายพระนาม มีพระนาม คำว่า "มหาราช" เป็นคำที่ประชาชนถวายแด่พระมหากษัตรย์ผู้ทรงประกอบด้วยทศพิธราชธรรมและมีพระราชกรณียกิจนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ประเทศชาติ และประชาชนอย่างใหญ่หลวงในทุกๆ ด้าน ดังต่อไปนี้
1. พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช อยู่ในราชวงศ์พระร่วงแห่งอาณาจักรสุขโทัย ทรงขยายและรวบรวมอาณาจักรอย่างกว้างขวาง ปกครองประชาราษฎร์ในระบบปิตุราชาธิปไตย หรือ "พ่อปกครองลูก" อีกทั้งยังได้ทรงประดิษฐ์อักษรไทย ทำให้ชาติไทยมีอักษรใช้เป็นของตนเอง มีการติดต่อสัมพันธ์กับต่างประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง ในรัชสมัยของพ่อขุนรามคำแหงถือเป็นยุคที่เมืองสุโขทัยเฟืองฟูและเจริญรุ่งเรืองเป็นอันมาก
2. สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
พระนามสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในด้านของการกอบกู้เอกราชของชาติไทย หลังจากที่เสียกรุงอยุธยาครั้งที่ 1 พระนามเดิมของพระองค์คือ "พระองค์ดำ" เป็นกษัตริย์ลำดับที่ 19 แห่งกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีพระปรีชาสามารถในการรบเป็นอย่างมาก ทรงทำการศึกสงครามและชนะข้าศึกหลายครั้ง ครั้งสำคัญที่สุดคือ พระองค์ทรงชนช้างกระทำยุทธหัตถี และทรงฟันพระมหาอุปราชสิ้นบนคอช้าง ตั้งแต่นั้นมา พม่าก็เลิกยกทัพมารุกรานประเทศไทย
3. สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 27 ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นกษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถอย่างยิ่ง ทรงสร้างความรุ่งเรืองและความยิ่งใหญ่แก่กรุงศรีอยุธยาอย่างมาก ทั้งในด้านการรบ การต่างประเทศ และในด้านวรรณกรรม พระองค์ทรงส่งเสริมงานด้านวรรณกรรม จนทำให้มีกวีที่มีชื่อเสียงหลายคนในยุคนี้ เช่น พระโหราธิบดี, ศรีปราชญ์ เป็นต้น นับเป็นยุคทองแห่งวรรณคดีก็ว่าได้
4. สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
สมเด็จพระเจ้าตากสิน หรือ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มีพระราชกรณียกิจที่สำคัญในรัชสมัยของพระองค์คือ การกอบกู้เอกราชจากพม่า หลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 และทรงทำการรบตลอดรัชสมัยเพื่อรวบรวมแผ่นดินที่แตกเป็นก๊กเป็นเหล่าให้เป็นปึกแผ่น และทรงสร้างกรุงธนบุรีเป็นราชธานีใหม่ของประเทศไทย นอกจากนี้พระองค์ยังฟื้นฟูประเทศด้านต่างๆ หลังสงคราม ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ ศาสนา การศึกษา ศิลปวัฒนธรรม
5. พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช หรือ รัชกาลที่ 1
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี และเป็นปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงย้ายราชธานีจากฝั่งธนบุรีมาอยู่ฝั่งนครและโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระบรมมหาราชวังเป็นที่ประทับ ในการด้านรบ พระองค์เป็นแม่ทัพทำราชการสงครามกับทั้งพม่า เขมร และลาว ทรงเป็นผู้นำทัพในการทำสงครามทั้งหมด 7 ครั้งในรัชสมัยของพระองค์ นอกจากนี้ยังทรงฟื้นฟูวัฒนธรรมไทยอันเป็นมรดกตกทอดตั้งแต่สมัยสุโขทัยและอยุธยา และสิ่งที่สำคัญที่สุด พระองค์ได้พระราชทานนามแก่กรุงรัตนโกสินทร์อันเป็นชื่อที่รู้จักกันมาจนถึงทุกวันนี้ว่า "กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุทธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยะวิษณุกรรมประสิทธิ์"
6. สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) รัชกาลที่ 6
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระอัจฉริยภาพและทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจหลายสาขา ทั้งการเมือง การทหาร การศึกษา การสาธารณสุข การต่างประเทศ รวมทั้งด้านวรรณกรรมและอักษรศาสตร์ ทรงพระราชนิพนธ์บทละคร ประวัติศาสตร์ สารคดี และอื่นๆ อีกหลายประเภท และยังทรงสถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กหลวงหรือ วชิราวุธวิทยาลัยในปัจจุบันขึ้นด้วย เนื่องจากพระองค์มีพระอัจฉริยภาพในด้านอักษรศาสตร์ ประกอบกับพระราชกรณียกิจอื่นๆ ที่เป็นคุณประโยชน์แก่ประชาชน จึงได้รับการถวายพระราชสมัญญาเมื่อเสด็จสวรรคตแล้วว่า "สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า" ซึ่งหมายถึง มหาราชผู้เป็นจอมปราชญ์
7. สมเด็จพระภัทรมหาราช (พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช) รัชกาลที่ 9
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระปรีชาสามารถในทุกแขนง ทั้งด้านศาสตร์และศิลป์ มีโครงการพระราชดำริ ซึ่งล้วนแล้วแต่ทำเพื่อพสกนิกรของท่านให้รอดพ้นจากความทุกข์ยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นด้านการเกษตร การชลประทาน การสาธารณสุข นับเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก และครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลกถึง 70 ปี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกและพระองค์เดียวของโลก ที่ได้รับการถวายการรับจดทะเบียนสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร ในการประดิษฐ์คิดค้น สร้างสรรค์ และพัฒนาเทคโนโลยีของไทยมาใช้เอง พระองค์ได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า "สมเด็จพระภัทรมหาราช" มีความหมายว่า "พระมหากษัตริย์ผู้ประเสริฐยิ่ง"
เนื่องจากรัชสมัยของพระองค์มีการปฏิรูปประเทศสยามให้ทันสมัย การปฏิรูปการปกครองและสังคม การเสียดินแดนให้แก่บริเตนและฝรั่งเศส เมื่อสยามถูกล้อมรอบด้วยอาณานิคมของชาติตะวันตก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรักษาเอกราชของสยามด้วยพระบรมราโชบายและพระราชกรณียกิจของพระองค์
การปฏิรูปทั้งหมดของพระองค์ทุ่มเทเพื่อรักษาเอกราชของสยามเนื่องจากการคุกคามของมหาอำนาจตะวันตก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้รับพระสมัญญาเป็น พระปิยมหาราช
พระราชกรณียกิจที่สำคัญของรัชกาลที่ 5 ได้แก่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการเลิกทาสและไพร่ในประเทศไทย การป้องกันการเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิฝรั่งเศสและจักรวรรดิอังกฤษ ได้มีการประกาศออกมาให้มีการนับถือศาสนาโดยอิสระในประเทศ โดยบุคคลศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลามสามารถปฏิบัติศาสนกิจได้อย่างอิสระ
ทาสเป็นคำปกติสำหรับสถานะส่วนบุคคลตามกฎหมายในอดีต พวกเขาจัดอยู่ในลำดับชั้นต่ำที่สุดในระบบลำดับชั้นทางสังคมที่เรียกว่า ศักดินา ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และผูกพันกับเจ้านายซึ่งตามกฎหมาย "มีอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือทาสของตน นอกจากโทษประหารชีวิต"[1] ผู้คนสามารถเป็นทาสได้หลายวิธี ทั้งถูกจับไปเป็นเชลยศึก เป็นหนี้ และเกิดมาจากพ่อแม่ที่เป็นทาส การจ้างทาสของเจ้านายมีหลากหลาย
"พระราชบัญญัติทาษ รัตนโกสินทรศก 124" ให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 ส่วนทาสประเภทอื่นที่มิใช่ทาสในเรือนเบี้ย ทรงให้ลดค่าตัวเดือนละ 4 บาท นับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นไป[3] นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติป้องกันมิให้คนที่เป็นไทแล้วกลับไปเป็นทาสอีก และเมื่อทาสจะเปลี่ยนเจ้าเงินใหม่ ห้ามมิให้ขึ้นค่าตัว
ทาสในประเทศไทย มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถูกยกเลิกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผ่านการปฏิรูปมาหลายครั้ง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2417 ถึง 2448 ทุกวันนี้
นอกจากนี้ได้มีการนำระบบจากทางยุโรปมาใช้ในประเทศไทย ได้แก่ ระบบการใช้ธนบัตรและเหรียญบาท
ใช้ระบบเขตการปกครองใหม่ เช่น มณฑลเทศาภิบาล จังหวัด และอำเภอ และได้มีการสร้างรถไฟสายแรก คือ กรุงเทพฯ ถึง อยุธยา ลงวันที่ 1 มีนาคม ร.ศ.109 ซึ่งตรงกับ พุทธศักราช 2433
นอกจากนี้ได้มีงานพระราชนิพนธ์ ที่สำคัญ การก่อตั้งการประปา การไฟฟ้า ไปรษณีย์โทรเลข โทรศัพท์ การสื่อสาร การรถไฟ ส่วนการคมนาคม พระราชกรณียกิจด้านการศึกษา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวทรงเห็นความสำคัญของการศึกษา มีพระราชดำริว่า “หากประชาชนมีวิชาความรู้ก็จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติบ้านเมือง”
ทรงปฏิรูปการศึกษาจากการสอนภายในบ้านและวัด จัดตั้งเป็นโรงเรียนหลวงขึ้นในพระบรมมหาราชวัง ทรงสนับสนุนโรงเรียนของเอกชนที่จัดตั้ง โดยมิชชันนารี ซึ่งเข้ามาเผยแผ่ศาสนา
พระองค์ยังได้ส่งเจ้านายหลายพระองค์ไปศึกษาในทวีปยุโรป เพื่อมาดำรงตำแหน่งสำคัญในการปกครองที่ได้รับการปฏิรูปใหม่นี้ และทรงจ้างชาวต่างประเทศมารับราชการในตำแหน่งที่คนไทยยังไม่เชี่ยวชาญ




























































ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น