ศาสตราจารย์ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ (25 สิงหาคม พ.ศ. 2434 - 5 กันยายน พ.ศ. 2519)
อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตประธานสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ
อดีตนายกราชบัณฑิตยสถาน รวมถึงเป็นผู้ร่วมสถาปนาสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า
การก่อตั้งหนังสือพิมพ์ “ประชาชาติ”
กระทั่งนำมาสู่หนังสือพิมพ์ “มติชนรายวัน” และ “ประชาชาติธุรกิจ” ดังทุกวันนี้
พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ เกิดเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2434 เป็นพระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ (พระราชโอรสในรัชกาลที่ 4)
ประสูติแต่หม่อมหลวงต่วนศรี วรวรรณ (สกุลเดิม มนตรีกุล) โดยเมื่อแรกประสูติ ทรงดำรงพระอิสรริยศคือ หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร ภายหลังทรงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเลื่อนพระอิสริยยศเป็น “พระองค์เจ้า” และ “ทรงกรม” ตามลำดับ โดยออกพระนามเรียกอย่างลำลองว่า “พระองค์วรรณ”
เชื้อพระวงศ์สายก้าวหน้า‘ศัพท์บัญญัติ’กลางสายธารความเปลี่ยนแปลง ส่วนคำศัพท์บัญญัติ หมายถึง คำที่บัญญัติขึ้นเพื่อใช้แทนคำต่างประเทศ
“ข้าพเจ้ากลับมาจากยุโรปในปี 2462 เป็นสมัยที่เริ่มการบัญญัติศัพท์กันเป็นกิจจะลักษณะ เพราะจะต้องแปลร่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งร่างเป็นภาษาอังกฤษนั้น เป็นภาษาไทยซึ่งจะเป็นต้นฉบับ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ได้ทรงเบิกทางไว้ให้แล้วในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้ทรงแปล Freedom of the Seas ว่า เสรีภาพแห่งทะเล
มีผู้แย้งว่า เสรี ในภาษาบาลีหมายความว่า เสเพล แต่สมเด็จกรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ รับสั่งว่าในคาถาพระราชทานพรแก่พระราชโอรส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้ทรงใช้คำว่า เสรี ในพรที่ พระราชทานเสด็จพ่อข้าพเจ้า (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์) ซึ่งมีความหมายแน่ชัดให้เป็นอิสระ สมเด็จพระมหาสมณะเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ก็ทรงเห็นว่าเสรีภาพเป็นอันใช้ได้
ในปี 2475 ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คำ ‘เสรีภาพ’ จึงใช้กันแพร่หลาย ถือว่าติดเป็นคำไทยแล้ว ได้รับการเทิดพระเกียรติเป็น “พระบิดาแห่งการบัญญัติศัพท์ภาษาไทย”
อัญเชิญกระแสพระราชดำริใน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เรื่องปัญหาการใช้ภาษาไทยเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินรร่วมงานชุมนุมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2505
จากอดีต เราจะเห็นว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงใส่ใจกับ คำศัพท์ที่ให้คนไทย นำมาใช้เป็นมาก ด้วยน้ำพระทัย ตรงนี้พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ จึงได้มีการ "บัญญัติคำศัพท์ใหม่" หรือ "coining words" ในภาษาไทย หมายถึง การสร้างคำศัพท์ใหม่ๆ เพื่อใช้ในภาษาไทย เพื่อให้ครอบคลุมความหมายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในวิถีชีวิตหรือวิทยาการสมัยใหม่ จวบจนถึงปัจจุบัน
หลักการบัญญัติคำศัพท์ใหม่:
• การผสมคำ: การนำคำเดิมสองคำหรือมากกว่ามาผสมกันเพื่อสร้างคำใหม่
• การนำคำจากภาษาอื่น: การนำคำจากภาษาอื่นมาปรับเปลี่ยนให้เป็นภาษาไทย
• การสร้างคำใหม่จากคำเดิม: การสร้างคำใหม่ขึ้นมาโดยใช้คำเดิมเป็นพื้นฐาน
• การใช้คำย่อ: การใช้ตัวย่อของคำศัพท์ใหม่
ตัวอย่างคำศัพท์ใหม่ ( ปัจจุบัน ) ที่เกิดจากการบัญญัติคำ:
• แชท: มาจากภาษาอังกฤษ "chat"
• อีเมล: มาจากภาษาอังกฤษ "e-mail"
• โซเชียลมีเดีย: มาจากภาษาอังกฤษ "social media"
• AI: ตัวย่อของภาษาอังกฤษ "Artificial Intelligence" ประโยชน์ของการบัญญัติคำศัพท์ใหม่:
• ช่วยให้ภาษาไทยมีความทันสมัยและสามารถสื่อสารเรื่องราวใหม่ๆ ได้อย่างแม่นยำ
• ช่วยให้ภาษาไทยมีความหลากหลายและมีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
• ช่วยให้ภาษาไทยมีความเป็นเอกลักษณ์และไม่ซ้ำซากกับภาษาอื่น
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบัญญัติคำศัพท์ใหม่:
• ราชบัณฑิตยสภา: มีหน้าที่ในการบัญญัติคำศัพท์ใหม่และรวบรวมคำศัพท์ภาษาไทย
• หน่วยงานด้านภาษาไทย: เช่น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมภาษาไทย จะมีหน้าที่ในการส่งเสริมการใช้ภาษาไทยและคำศัพท์ใหม่ๆ
พระปรีชาสามารถในด้านการทูตและการต่างประเทศเป็นที่ยอมรับในระดับโลก และทรงมีชื่อเสียงการบัญญัติศัพท์ในภาษาไทย ทั้งยังทรงเป็นผู้วางกฎเกณฑ์ในการบัญญัติศัพท์ภาษาต่างประเทศด้วยคำบาลีและสันสกฤต อาทิคำว่า รัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย วัฒนธรรม สื่อสารมวลชน ช่วงบั้นปลายพระชนม์ชีพ คำสุดท้าย คือ มลพิษ มลภาวะ ทรงคิดขึ้นก่อนสิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2519 เพียงไม่กี่เดือน
พระองค์วรรณฯ ตรัสว่า คำว่า บริการ ที่ทรงบัญญัติจาก service คือคำที่ ‘ติดตา’ เร็วที่สุด อุปสงค์ (demand) อุปทาน (supply) ทรงคิดอยู่นานถึง 14 ปี เพื่อหาถ้อยคำที่ตรงกับความหมายเดิมให้มากที่สุด นอกจากนี้ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ยังจัดตั้งรางวัล ‘นราธิปพงศ์ประพันธ์’ ขึ้นโดยมอบโล่เชิดชูเกียรติให้นักเขียนอาวุโสอายุ 80 ปีขึ้นไป และต่อมาได้ปรับเป็นอายุ 75 ปี
เพื่อน้อมรำลึกถึงพระองค์วรรณฯ ผู้ทรงมีคุณูปการยิ่งต่อวงการสิ่งพิมพ์ไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน และเป็นรากฐานสืบมา เดิมกรมศิลปากรปรับปรุงสถานที่ส่วนหนึ่งของ ‘ตึกถาวรวัตถุ’ ให้เป็นที่ทำการศูนย์นราธิปฯ
ต่อมาย้ายมายังอาคารราชบัณฑิตเดิม บนถนนหน้าพระธาตุ เขตพระนคร ตั้งแต่ พ.ศ.2531 จนถึงปัจจุบัน นับเป็นการสานปณิธานที่เอื้อประโยชน์ยิ่งต่อสังคมไทย ส่งมอบมรดกล้ำค่าจากพระองค์วรรณฯ สู่คนรุ่นหลังอันจะเป็นอนาคตของประเทศในวันพรุ่งนี้






























ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น